Monday, December 03, 2007

ทำงาน+เที่ยวญี่ปุ่น #1

ออกเดินทางจากเมืองไทยประมาณ 8.30 (ไปถึงสนามบิน ~6.00 หุหุ) ถึงนาริตะ ญี่ปุ่นประมาณ ~16.00 แป๊บเดียวเองนะ 55 อากาศในสนามบินนาริตะก็สบายๆยังไม่รู้สึกเย็นเท่าไร จากนั้นก็ไปซื้อตัว Aiport bus เพื่อไปยังโรงแรมที่ทาง office ญี่ปุ่นจองไว้ให้ อิอิ อันนี้ศึกษามาอย่างดีว่าต้องไปซื้อที่ไหน รถเป็นยังไง มากี่โมง ถึงกี่โมง ไม่มีพลาด ก่อนจะเดินทางออกจากสนามบินก็ ตระเวนหาซื้อบัตรโทรศัพท์กัน ไม่ยอมเช่ามือถือละเพราะว่ามันแพง และก็เอาบัตร JR ไปแลกด้วย เอาแผนที่กลับมาหลายเล่มเลย แต่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์มันดูยากเหลือเกินสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเรา

ออกจากสนามบินไปขึ้นรถ อากาศเย็นใช้ได้เลย ไปถึงโรงแรมกี่โมงไม่รู้ แต่ก็มืดแล้ว ที่นี่มืดเร็วมาก จัดการ checkin เก็บข้าวเก็บของ พร้อมโทรบอก Office ญี่ปุ่นว่ามาถึงแล้วนะ เจอกันวันพรุ่งนี้ อิอิ วันนี้ขอไปร่อนก่อน

ออกจากโรงแรมก็ถามพนักงานว่าจะไปหาของกินที่ไหนได้บ้างที่ไม่ใช่ของโรงแรม (ของโรงแรมแพงอะ) ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ไปยังตึกใกล้ๆนี้ ซึ่งมีทางเชื่อมไปหากันหมดเลย ดีจริงๆ ที่นี่ Makuhari มีแต่โรงแรมเต็มไปหมด - -' มารู้ที่หลังว่าเป็นเมืองแห่ง Tradeshow ที่นี่ไม่มีอะไรเลย จัดแสดงงานอย่างเดียว เลยมีโรงแรมและร้านอาหารเต็มไปหมด สถานที่ทันสมัยมาก เสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าไม่มีให้เห็นเลย แต่ละตึกรอบๆก็มีทางเชื่อมแบบมีหลังคาและบันไดเลื่อน ไฮโซจริๆ และสถานนีรถไฟ Kaihin Makuhari ตั้งอยู่ไม่ไกลมากนัก

ออกมาหาอาหารประทังชีวิต มาเจอตึกภัตราคารซึ่งมีแต่ร้านอาหาร หุหุ จากที่เคยเห็นอาหารญี่ปุ่นสวยๆแต่ในหนัง ทีนี้ก็ได้มาเห็นของจริงแล้วละ เดินดูหลายๆร้านแล้วก็มาจบกะร้านข้าวหมูทอด(ชื่อเหมือนอาหารไทยเนาะ)ซึ่งก็มีของทอดอย่างอื่นด้วย ทานกะข้าวสวยญี่ปุ่น เจอก็พนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้เป็นคำๆ ไม่ใช่ประโยคนะ ต้องเดากันเต็มที่ว่าพี่แกจะพูดว่าอะไร ด้วยความสามารถในการสื่อสาร ชี้เอาว่าจะกินอะไรก็สั่งอาหารได้ง่ายๆ 55 ที่สั่งไปเป็นข้าวหมูทอด กุ้งทอด บลาๆ ราคามหาโหดสำหรับคนไทย จำไม่ได้ว่าราคาแน่นอนเท่าไรแต่ประมาณ 1400 เยน ตีเป็นเงินบาทเอาสามหารเองนะ แพงงงงเลยละครับ แต่รสชาดบอกได้เลยว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ไม่ว่าจะเป็นร้านที่ราคาแพงขนาดไหนก็ไม่อาจจะสู้ได้เลยละ คือแบบว่านะมันอร่อยๆมากแป้งก็ดี หมูก็อร่อย กุ้งก็สด ผักยังอร่อยมากๆเลย โอ้วพระเจ้า พออิ่มแล้วก็เริ่มง่วงแล้วละ 55 ก็ถึงเวลากลับสู่ห้องที่รักของเรา อากาศข้างนอกมันหนาวมาก ตอนกลางคืนประมาณ 10องศา c แถมลมพัดอีกนะเออ

กลับถึงห้องก็อื่ม.. ห้องมันแคบจริงๆ นี่ขนาดวันละ 150usd นะเนี่ย แต่อุปกรณ์ครบ โดยเฉพาะชักโครกสุดหรูที่มีที่ฉีดน้ำในตัวแล้วมีระบบอุ่นที่รองนั้งด้วย ไม่ว่าอากาศจะหนาวขนาดไหนก็สามารถมานั่งได้อุ่นๆสบายๆ... อาบน้ำเข้านอน เย้..

Friday, November 09, 2007

รับ Visa ญี่ปุ่น

วันศุกร์ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าหนังไปรับ Visa กล้ามั๊ยๆละ 55
ที่กล้าเพราะว่าเป็นเสื้อยืดสีเหลืองครับ :) ใส่แล้วรู้สึกดีหลายๆอย่าง เพราะมันบ่งบอกด้วยว่าเราคิดอะไรในใจ ไม่ต้องพูดคนอื่นก็รู้

ไปรับ Visa ครั้งนี้ไม่กังวลอะไร เพราะเท่าที่รู้มาคือ Visa ธุรกิจขอได้ง่าย สถานทูตนัด 14.30 แต่ไปถึงเร็วกว่า ไม่เป็นไรเพราะมาว่าถึงแล้ว ลองกดบัตรคิวไปรอรับเลยละกัน นั่งรอสักพักก็โดนเรียกไปจ่ายตังค์
สงสัยเหมือนกันว่าถ้าไม่ผ่านเนี่ยจะเก็บเงินเรามั๊ย รับ passport กลับมาเปิดดูก็มี visa ติดอยู่ข้างใน ตามคาด ดีใจนิดๆ

ได้ Visa แล้วจุดหมายต่อไปคือไปซื้อ JR Japan Rail Pass เป็นตั๋วรถไฟเหมาของญี่ปุ่นนั่นเอง เท่าที่รู้มาคือถ้าจะไปเที่ยวนอกโตเกียวก็อาจจะต้องในชินกันเซ็นไปซึ่งแพง!! จากโตเกียวจะไปหาเพื่อนที่โกเบจะต้องจ่ายมากกว่า 6000 บาท(เพื่อนอีกคนที่อยู่ญี่ปุ่นบอกมางั้น) แต่ตั๋ว JR ที่ว่านี้ 7 วันนั่งได้เกือบหมด(ในเครือ JR) ในราคา 28300 YEN เห็นได้เลยว่าคุ้มกว่าเห็นๆ แต่ว่าตั๋ว JR นี้จะไม่มีขายที่ญี่ปุ่นต้องซื้อจากต่างประเทษเท่านั้น หลังจากโทรไปสอบถามราคาก็เจอตั้งแต่ 9300 -> 8700 -> 8300 บาท แหมช่างแตกต่างกันได้นะ แน่นอนละก็ต้องไปหาซื้อในราคา 8300 สิ

จากนั้นก็กลับมาที่ทำงาน (แอบไปซื้อตั๋วไปเที่ยวในเวลางาน ช่างกล้านัก) แล้วก็ไป Meeting อีกแล้ว ...

Marathon Meeting...

หลังจากบทความที่แล้ว ไปยื่นคำร้องขอ Visa ญี่ปุ่น วันนั้นแต่งตัวดีเป็นพิเศษ คือไม่ใช่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ รองเท้าแตะตามปกติ อิอิ Programmer กรรมกรก็แต่งตัวแบบนี้แหล่ะ

พอกลับมาถึงที่ทำงานเจ้านายก็ทักว่าแต่งตัวดีจัง เคยเห็นแต่งแบบนี้สามครั้งเอง
ครั้งแรกคือ ตอนมาสัมภาษณ์ (เจ้านายใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ คนโดนสัมภาษณ์แต่งตัวอย่างดี)
ครั้งที่สองคือ ตอนมาทำงานวันแรก (เจ้านายตัวแต่งเหมือนเดิม)
เพราะฉะนั้นการแต่งตัวมาทำงานในวันที่สองของผมก็เปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนนั้นแหล่ะ 55
ครั้งที่สามคือไป Exhibition ที่สเปน

พูดเสร็จก็ลากเข้าไป meeting เลยครับ เริ่มประมาณบ่ายสาม ออกมาอีกที 4 ทุ่มครึ่ง !!!

Visa ญี่ปุ่น

วันพุธที่ผ่านมานี้ ไปขอ visa ไปญี่ปุ่นเนื่องจากจะต้องเข้าร่วม Exhibition ที่นั่น หลังจากเตรียมหลักฐานเอกสาร มาเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือการสัมภาษณ์นั่งเอง เพราะว่างานนี้จริงๆแล้วนอกจากจะไปทำงาน ยัง take vacation ต่ออีก 3 วัน + เสาร์อาทิตย์เป็น 5 วัน แต่ว่าไม่ได้เขียนลงไปในคำร้องขอนะ ว่าจะไปเที่ยวด้วย แล้วโรงแรมที่ทางญี่ปุ่นจองให้ก็แค่ 5 วัน แต่เราเขียนว่าจะไปญี่ปุ่น 10 วัน ถ้าเจ้าหน้าที่ถามว่าทำอะไรต่ออีก 5 วัน แล้วพักที่ไหน? จะตอบว่ายังไงดี

คุยกับน้องที่ทำงานที่ไปด้วยกัน ก็คิดว่าจะไม่โกหกก็คงบอกไปตามตรง ว่าจะเที่ยวต่อ ที่พักหลังจากนั้นจะไปพักกับเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน ตอนนี้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นที่โกเบ แล้วก็โรงแรมราคามหาถูกในโตเกียวอีกสองวัน ที่ว่าถูกนี่ถูกจริงๆเพราะตกว่าละไม่ถึง $20 โหะๆ แต่โรมแรมที่บริษัทที่ญี่ปุ่นจองให้นั้นตกคืนละ $150 เลยที่เดียว -*-

ที่นี้พอไปถึงสถานทูตญี่ปุ่นก็จัดการยืนเอกสารไป ปรากฎว่าไม่เห็นมีสัมภาษณ์อะไรเลย จากนั้นได้ใบนัดรับ passport(ฟังผล) ให้มารับวันศุกร์ แค่นี้แหล่ะจบ....

เออ จริงๆแล้วเรามักจะคิดมากไปกับสถานะการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ถึงเวลาจริงๆไม่มีอะไรเลย..

Thursday, October 18, 2007

Ragnarok Online!!!

จากครั้งอดีตสมัยปีหนึ่งเคยได้ลองเล่น Ragnarok ตอนที่ server ไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่เพื่อนที่เอามาให้เล่นบอกว่า server อยู่อเมริกา คือตอนนั้นมัน net modem ~30Kbit นึกเอาเองละกันว่าจะช้าเต่าขนาดไหน ก็เลยทนเล่นได้ไม่ถึงวันก็เลิกแล้ว(555) ขนาดเพื่อนมันเอาดาบมาทิ้งไว้ให้ยังไม่ยอมเล่นต่อเลย อีกอย่างหนึ่งคือเล่นยังไงมันก็ไม่มีทางจบ (ตอนนั้นรู้มาว่าแบบนั้น) แล้วก็เล่นคนเดียวไม่มีกลุ่ม มันก็เลยไม่สนุก ประกอบกับมีเกม ps1 อยู่ในครอบครองมากมาย

ตอนนี้ ก็ผ่านมาก 6 - 7 ปีแล้ว(ไวดีจัง) Ragnarok ก็มี server ในไทย ซึ่งฟรี!(ก่อนหน้านี้ไม่ฟรี) ก็ลองไปเล่นดูอีกที ทีนี้มีกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆที่บริษัทที่ทำงานเล่นได้กัน ก็เอ้า ลองดูละกัน เท่าที่รู้มา คือ server free ตัวนี้ Monster จะมีอัตรา drop item ลดลง 80%!!! แล้วก็มีอะไรที่มันโหดๆอีกมากมาย คือทางเจ้าของคงพยามยามให้เล่นฟรีแต่ให้ซื้อของโดยใช้เงินจริงแทน (คงเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินในเกมอีกที) ช่างเป็น model หาเงินที่ผมเกลียดเสียๆจริงๆ คือตัวละครในเกมจะเก่งได้เพราะเงินเรา ไม่ใช่ฝีมือ !! ก็ไม่รู้ว่าจะทนเล่นไปได้อีกนานเท่าไรอะนะ อืม....

Saturday, October 13, 2007

OpenAL

จริงๆเรื่องการทำงานกับเสียง เช่นการเล่นเสียงเพลงหรือ effect ต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่ผมไม่ถนัดเอาซะเลย ออกจะมาทางสาย 3D Graphics ซะมากกว่า แต่เนื่องจากงานประจำที่ทำอยู่ทำให้ต้องมาทำงานด้านนี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดี เพราะว่าอยากจะทำมานานแล้วแต่ไม่ได้มีโอกาสทำจริงๆจังๆซะที

ปกติเวลาจะให้ com มันเล่นเสียงออกมานั้น คนทั่วไปก็รู้อยู่แล้วละว่าต้องเอา file เพลงพวก mp3 นี่แหล่ะไปเปิด นอกจากนั้นไม่ค่อยรู้กันหรอกว่าข้างในมันทำงานกันยังไง ผมเองก็รู้นิดๆหน่อยสมัยยังเรียนอยู่ เริ่มจากการบันทึกเสียงก่อนดีกว่าคือ เสียงหรือคลื่นเสียงที่เราได้ยินนั้นมันเป็นสัญญาญ Analog ลักษณะเป็นพวก waveform หนะ แต่ computer บัณทึก analog wave form เก็บไว้โดยตรงไม่ได้ ต้องทำการทำการ Sampling ก่อน ซึ่งข้อมูล analog ก็จะถูกเก็บมาเป็น digital เอาสั้นๆง่ายๆแค่นี้นะเดี๋ยวยาว เรื่องพวกนี้พวกที่เรียนวิศวะไฟฟ้า (สื่อสาร) น่าจะรู้จักกันดี ผมเรียนวิศวะคอมก็พอรู้งูๆปลาๆนั่นแหล่ะ

ข้อมูลที่ถูก Sampling มาเก็บไว้ เค้าเรียกว่า Sample ซึ่งจะถูกจัดเก็บลงบน file ก็พวก .mp3 น่ะแหล่ะ อาจจะมีขั้นตอนการบีบอัดเล็กน้อยให้ file มันมีขนาดเล็ก ที่นี้ถ้าจะเอาออกมาเล่นล่ะจะทำยังไง ง่ายๆเลยก็เปิด file เสียงนั่นขึ้นมา จากนั้นก็ decode แล้วส่ง Sample ที่ decode ได้มานั้นไปยัง buffer ของ sound card แล้วก็สั่งให้มันเล่น เจ้า sound card มันก็จะทำการ reconsturct ข้อมูล คือพยายามสร้าง sample ให้กลับมาเป็น waveform ต้นแบบ แล้วก็ output ออกมา ที่นี้ก็มีเสียงออกมาแล้ว ง่ายมั๊ย!!

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ OpenAL!?

OpenAL (Open Audio Library) มันช่วยให้เราสามารถทำงานกับ sound card ได้ด้วย API ชุดเดียวไม่ว่าจะทำงานบน Platform ไหน ยกตัวอย่างเช่น Windows จะใช้คำสั่งอะไรก็ไม่รู้(55 จำไม่ได้) ในการส่ง Sample ไปยัง sound card แน่นอนมันไม่ใช่คำสั่งเดียวกันบน Linux แน่นอน แต่หากเราใช้ OpenAL แล้วคำสั่งชุดเดียวกันจะสามารถนำไปใช้บนหลายๆ platform ได้ทันที สะดวกสบายมั๊ยละ ก็เหมือน OpenGL น่ะแหล่ะ :)

Friday, October 05, 2007

The Legend of Zelda: Phantom Hourglass

ในที่สุดก็ได้เล่นเกมนี้ซักทีหลังจากรอมานาน ปกติชื่นชอบเกมตระกูลนี้อยู่แล้ว พยายามเล่นทุกภาคเท่าที่จะทำได้ แต่ว่าก็พลาดไปหลาคภาคเหมือนกัน ภาคที่ประทับใจมากที่สุดน่าจะเป็นภาคที่อยู่บนเครื่อง SFC ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เล่น zelda


กลับมาเล่นอีกครั้งกับ Phantom Hourglass ภาคนี้อยู่บน NDS ซึ่งช่วงนี้ไม่ได้เล่นเกมของ NDS, PSP เลย เพราะว่าทำงานอะนะ รวมไปถึงมีหนังสือและบทความที่น่าสนใจออกมาเยอะแยะไปหมด แต่พอเกมนี้มาก็ต้องแบ่งเวลาให้บ้าง เนื่องจากคาดหวังว่ามันจะต้องสนุกแน่ๆ และก็ไม่ผิดหวังเลย คือสนุกและชอบมากๆ


วิธีการเล่นการบังคับนั้นเปลี่ยนไปตามรูปแบบของ NDS คือเน้นการใช้ Stylus เป็นหลัก ปกติจะใช้ Direction Pad เพื่อควบคุมตัวละครให้เคลื่อน บน ล่าง ซ้าย ขวา แต่พอใช้ Stylus แทน ก็จะเป็นการจิ้มไปยังตำแหน่งที่เราต้องการจะเดินหรือวิ่งไป ยิ่งจิ้มห่างจากตัวมากขึ้นก็จะวิ่งเร็วมากขึ้น การจับ หยิบ ยก item ก็ใช้ Stylus ในการหยิบขึ้นมา แล้วจิ้มไปยังตำแหน่งที่จะขว้างไป ก็สนุกไปอีกแบบ ที่สนุกยิ่งกว่านั้นคือหลังจากตอนที่ได้ดาบเล่มแรกมาแล้ว เราก็จะสามารถโจมตีศัตรูได้ โดยใช้ Stylus จิ้มไปที่ศัตรู ตัวเราก็จะกระโดดไปฟันทันที แบบนี้ในเกมเรียกกว่าการ lock จากนั้นตัวเราจะเข้าประชิดกับศัตรู ก็สามารถใช้การควงดาบแบบอื่นได้ เช่นการจิ้มโดยการใช้ Stylus ลากจากตัวเราไปยังศัตรู แบบสั้นๆเร็วๆ หรือว่าการกวาดดาบโดยการใช้ Stylus ลากเส้นระหว่างตัวเรากับศัตรู และการแกว่งดาบรอบตัวเองโดยการใช้ Stylus วาดวงกลมรอบตัวเอง เยี่ยมจริงๆ


ที่ชอบที่สุดตอนนี้คือบูมเมอร์แรง ไม่รู้ว่าในเกมต่อไปจะมี item ที่ได้ใช้ Stylus สนุกๆมากกว่านี้อีกมั๊ย คือเจ้าบูมเมอร์แรงนี้ เวลาใช้ เราจะใช้ Stylus ลากเส้นทางที่เราต้องการจะขว้างมันไป คือมันไม่เหมือนบูมเมอร์แรงทั่วไปที่ขว้างออกไปเป็นเส้นโค้งเดียวแล้วกลับมา แต่ในเกมนี้มันจะบินไปตามเส้นทางที่เราลากเอาไว้ ซึ่งสามารถทำให้บินเป็นวงกลมได้ ในด่านแรกที่ได้ใช้บูมเมอร์แรงจะมีการประยุกต์การใช้งานเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะให้มันไปกด switch ที่ตัวเราเองเข้าไปไม่ถึง หรือใช้ทำให้ศัตรูบางตัว stun ก่อนที่เราจะเข้าไปโจมตี โอ้ววว สุดยอด


จุดที่สาคัญมากๆอีกจุดหนึ่งคือเกม zelda มักจะมีแผนที่อยุ่ด้วยซึ่งก็จะเอาไว้ดูเฉยๆ แต่ใน version NDS นี้เราสามารถเขียนบันทึกหรือว่าจดตำแหน่งที่สำคัญๆลงในแผนที่ได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์มากจริง


ตอนนี้ยังเล่นไม่จบเลย แต่ก็ได้ความรู้สึกของ Zelda กลับมาเต็มๆ คุ้มที่รอคอยจริงๆ ต้องขอบคุณ Nintendo มากๆเลย :)



รูปจาก http://www.ign.com